วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557



การสื่อสาร

1. ความหมายของการสื่อสาร
2. ประเภทของการสื่อสารมีอะไรบ้าง
3. ลักษณะของการสื่อสาร
4. องค์ประกอบของการสื่อมีอะไรบ้าง
5. การสื่อสารกับการเรียนกาสอน



1. ความหมายของการสื่อสาร


            คำว่า  การสื่อสาร (communications)  มีที่มาจากรากศัพท์ภาษาลาตินว่า  communis หมายถึง  ความเหมือนกันหรือร่วมกัน   การสื่อสาร (communication)    หมายถึงกระบวนการถ่ายทอดข่าวสาร  ข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์  ความรู้สึก ความคิดเห็น ความต้องการจากผู้ส่งสารโดยผ่านสื่อต่าง ๆ ที่อาจเป็นการพูด การเขียน สัญลักษณ์อื่นใด การแสดงหรือการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ไปยังผู้รับสาร ซึ่งอาจจะใช้กระบวนการสื่อสารที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม หรือความจำเป็นของตนเองและคู่สื่อสาร  โดยมีวัตถุประสงค์ให้เกิดการรับรู้ร่วมกันและมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อกัน  บริบททางการสื่อสารที่เหมาะสมเป็น ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การสื่อสารสัมฤทธิ์ผล





2. ประเภทของการสื่อสารมีอะไรบ้าง


ประเภทของการสื่อสาร
 
การจำแนกประเภทของการสื่อสาร มีผู้จำแนกไว้หลาย ๆ ประเภท โดยใช้เกณฑ์ในการพิจารณา ตามจุดประสงค์ของการศึกษาหรือวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะนำเสนอ ซึ่งสรุปได้ตามตารางดังนี้
 
เกณฑ์การแบ่ง
ประเภทของการสื่อสาร
ตัวอย่าง
1.  จำนวนผู้ทำการสื่อสาร
1.1  การสื่อสารภายในตัวบุคคล (intrapersonal communication)
-  การพูดกับตัวเอง
-  การคิดคำนึงเรื่องต่าง ๆ
-  การร้องเพลงฟังเอง
-  การคิดถึงงานที่จะทำ เป็นต้น
1.2  การสื่อสารระหว่างบุคคล (interpersonal communication)
-  การพูดคุยระหว่างบุคคล 2 คนขึ้นไป
-  การพูดคุย
-  การเขียนจดหมาย
-  การโทรศัพท์
-  การประชุมกลุ่มย่อย เป็นต้น
1.3  การสื่อสารกลุ่มใหญ่
(large group communication)
-  การอภิปรายในหอประชุม
-  การพูดหาเรื่องเลือกตั้ง
-  การปราศรัยในงานสังคม
-  การกล่าวปาฐกถา ในหอประชุม
-  การบรรยายทางวิชาการ ณ ศูนย์เรียนรวม เป็นต้น
1.4  การสื่อสารในองค์กร (organizational communication)
-  การสื่อสารในบริษัท
-  การสื่อสารในหน่วยงาน ราชการ
-  การสื่อสารในโรงงาน
-  การสื่อสารของธนาคาร
เป็นต้น
1.5  การสื่อสารมวลชน
(mass communication)
การสื่อสารที่ผ่านสื่อเหล่านี้ คือ
-  หนังสือพิมพ์, นิตยสาร
-  วิทยุ
-  โทรทัศน์
-  ภาพยนตร์
เป็นต้น
    2.การเห็นหน้ากัน
2.1  การสื่อสารแบบเผชิญหน้า
(face to face communication)
-  การสนทนาต่อหน้ากัน
-  การประชุมสัมมนา
-  การสัมภาษณ์เฉพาะหน้า
-  การเรียนการสอนในชั้นเรียน
-  การประชุมกลุ่มย่อย
เป็นต้น
2.2  การสื่อสารแบบไม่เผชิญหน้า
(interposed communication)
-  เอกสารการสื่อสารที่ผ่าน
สื่อมวลชนทุกชนิด คือ
-  หนังสือพิมพ์
-  วิทยุ
-  โทรทัศน์
-  วีดิทัศน์การสื่อสารที่ผ่าน สื่อมวลชนทุกชนิด
-  จดหมาย/โทรเลข/โทรสาร
-  อินเตอร์เน็ต
เป็นต้น
3.  ความสามารถในการโต้ตอบ
3.1 การสื่อสารทางเดียว
(one-way communication)
การสื่อสารที่ผ่านสื่อมวลชนทุกชนิด คือ
-  วิทยุ/โทรทัศน์/วีดิทัศน์
-  โทรเลข/โทรสาร
-  ภาพยนตร์
เป็นต้น
3.2 การสื่อสารสองทาง
(two-way communication)
-  การสื่อสารระหว่างบุคคล
-  การสื่อสารในกลุ่ม
-  การพูดคุย / การสนทนา   เป็นต้น
4.  ความแตกต่างระหว่าง
ผู้รับสารและผู้ส่งสาร
4.1  การสื่อสารระหว่างเชื้อชาติ (interracial communication)
-  ชาวไทยสื่อสารกับคน ต่างประเทศ
-  คนจีน, มาเลย์, อินเดีย ใน ประเทศมาเลเซีย สื่อสารกัน เป็นต้น
4.2  การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม (gosscultural communication)
-  การสื่อสารระหว่างคนไทยภาคใต้กับภาคเหนือหรือ ภาคอื่น ๆ
-  ชาวไทยสื่อสารกับชาวเขา   เป็นต้น
4.3  การสื่อสารระหว่างประเทศ (international communication)
-  การเจรจาติดต่อสัมพันธ์ทางการทูต
-  การเจรจาในฐานะตัวแทน รัฐบาล   เป็นต้น
5.  การใช้ภาษา
5.1  การสื่อสารเชิงวัจนภาษา (verbal communication)
-  การพูด, การบรรยาย
-  การเขียนจดหมาย, บทความ
เป็นต้น
5.2  การสื่อสารเชิงอวัจนภาษา (non-verbal communication)
-  การสื่อสารโดยไม่ใช้ถ้อยคำ, คำพูด
-  อาการภาษา, กาลภาษา, เทศภาษา, สัมผัสภาษา, เนตรภาษา, วัตถุภาษา
และปริภาษา  เป็นต้น
   







         3. ลักษณะของการสื่อสาร


1. แบบมีสาย เช่น สายโทรศัพท์ เคเบิลใยแก้วนำแสง เป็นต้น สื่อที่จัดอยู่ในการสื่อสารแบบมีสายที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่
ที่มารูปภาพ: http://www.chakkham.ac.th/technology/network/network_files/coaxial.jpg

    -    สายทองแดงแบบไม่หุ้มฉนวน (Unshield Twisted Pair)  มีราคาถูกและ นิยมใช้กันมากที่สุด ส่วนใหญ่มักใช้กับระบบโทรศัพท์ แต่สายแบบนี้มักจะถูกรบกวนได้ง่าย และไม่ค่อยทนทาน
ที่มารูปภาพ: http://ns2.spw.ac.th/poo/comcenter51/netw/i-229004.jpg

    -    สายทองแดงแบบหุ้มฉนวน (Shielded Twisted Pair)  มีลักษณะเป็นสองเส้น มีแนวแล้วบิดเป็นเกลียวเข้าด้วยกันเพื่อลดเสียงรบกวน มีฉนวนหุ้มรอบนอก มีราคาถูก ติดตั้งง่าย น้ำหนักเบาและการรบกวนทางไฟฟ้าต่ำ สายโทรศัพท์จัดเป็นสายคู่บิดเกลียวแบบหุ้มฉนวน
ที่มารูปภาพ: http://www.tvcables.co.uk/images/items/1.5m-digital-audio-coaxial-cable.jpg

    -    สาย Coaxial สายแบบนี้จะประกอบด้วยตัวนำที่ใช้ในการส่งข้อมูลเส้นหนึ่งอยู่ตรงกลางอีกเส้นหนึ่งเป็นสายดิน ระหว่างตัวนำสองเส้นนี้จะมีฉนวน พลาสติกกั้นสายโคแอคเชียลแบบหนาจะส่งข้อมูลได้ไกลกว่าแบบบางแต่มีราคาแพงและติดตั้งได้ยากกว่า

ที่มารูปภาพ: http://www4.csc.ku.ac.th/~b5240203083/pic1018.jpg

    - ใยแก้วนำแสง (Optic Fiber)  ทำจากแก้วหรือพลาสติกมีลักษณะเป็นเส้นบางๆคล้าย เส้นใยแก้วจะทำตัวเป็นสื่อในการส่งแสงเลเซอร์ที่มีความเร็ว ในการส่งสัญญาณเท่ากับความเร็วของแสง

    ข้อดีของใยแก้วนำแสง คือ
1. ป้องกันการรบกวนจากสัญญาณไฟฟ้าได้มากก
2. ส่งข้อมูลได้ระยะไกลโดยไม่ต้องมีตัวขยายสัญญาณ
3. การดักสัญญาณทำได้ยาก ข้อมูลจึงมีความปลอดภัยมากกว่าสายส่งแบบอื่น
4. ส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงและสามารถส่งได้มาก ขนาดของสายเล็กและน้ำหนักเบา

2. แบบไม่มีสาย  เช่น ไมโครเวฟ, ดาวเทียม ,  3G  ระบบ 3G ( UMTS ),  Wireless X  และ GPRS
ที่มารูปภาพ:http://www.elearning.ptc.ac.th/~boonchoay/network/lesson3_files/2_2.gif

    -   ไมโครเวฟ (Microwave)
           สัญญาณไมโครเวฟเป็นคลื่นวิทยุเดินทางเป็นเส้นตรง อุปกรณ์ที่ใช้ในการรับ – ส่ง คือ จานสัญญาณไมโครเวฟซึ่งมักจะต้องติดตั้งในที่สูง และมักจะให้อยู่ห่างกัน ประมาณ 25 – 30 ไมล์ ข้อดีของการส่งสัญญาณด้วยระบบ ไมโครเวฟ ก็คือ สามารถส่งสัญญาณด้วยความถี่กว้าง
และการรบกวนจากภายนอกจะน้อยมากจนแทบไม่มีเลย แต่ถ้าระหว่างจานสัญญาณไมโครเวฟมีสิ่งกีดขวางก็จะทำให้การส่งสัญญาณไม่ดีหรืออาจส่งสัญญาณไม่ได้ การส่งสัญญาณโดยใช้ระบบไมโครเวฟนี้จะใช้ในกรณีที่ไม่สามารถจะติดตั้งสายเคเบิลได้ เช่น อยู่ในเขตป่าเขา
ที่มารูปภาพ:http://www.skr.ac.th/My%20Intranet/thaiwbi/www.thaiwbi.com/course/data_com/018.gif 
   
  -   ดาวเทียม (Satellite)
            มีลักษณะการส่งสัญญาณคล้ายไมโครเวฟ แต่ต่างกันตรงที่ ดาวเทียมจะมีสถานีรับ – ส่งสัญญาณลอยอยู่ในอวกาศ จึงไม่มีปัญหาเรื่องส่วนโค้งของ
ผิวโลกเหมือนไมโครเวฟ ดาวเทียมจะทำหน้าที่ขยายและทบทวนสัญญาณให้แรงเพิ่มขึ้นก่อนส่งกลับมายังพื้นโลก ข้อดีของการสื่อสารผ่านดาวเทียม
คือ ส่งข้อมูลได้มากและมีความผิดพลาดน้อย ส่วนข้อเสีย คือ อาจจะมีความล่าช้าเพราะระยะทางระหว่างโลกกับดาวเทียม หรือถ้าสภาพอากาศไม่ดี
ก็อาจจะก่อให้เกิดความผิดพลาดได้


ที่มารูปภาพ:http://www.aircardshop.com/aircard.html
    -   3G  ระบบ 3G (UMTS)  คือการนำเอาข้อดีของ ระบบ CDMA มาปรับใช้กับ GSM เรียกว่า W-CDMA ซึ่งถูกพัฒนาโดยบริษัท NTT DoCoMo ของญี่ปุ่น


ที่มารูปภาพ:http://www.aircardshop.com/aircard.html

    - Wireless X 
            Wireless X หรือระบบ Network แบบไร้สาย ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารภายใต้มาตรฐาน IEEE 802.11ซึ่งอุปกรณ์ทุกตัว ที่ต่างยี่ห้อกันนั้นจะสามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยไม่ประสบปัญหา หากอุปกรณ์นั้นผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานก็จะมีการประทับตรา Wi-Fi Certified ซึ่งหมายความว่า อุปกรณ์ตัวนี้สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายกับ อุปกรณ์อื่นที่มีตรา Wi-Fi Certified ได้ แล้วจึงกลายมาเป็นคำศัพท์ของอุปกรณ์ LAN ไร้สาย


ที่มารูปภาพ:http://www.aircardshop.com/aircard.html
    - GPRS
     -   เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นบนเครือข่ายเดิมเพื่อให้การส่งข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว และสะดวกยิ่งขึ้น
     -   เทคโนโลยีการส่งข้อมูลแบบรวดเร็ว ซึ่งใช้ได้กับเครือข่ายระบบ GSM ช่วยเพิ่มความรวดเร็วให้กับการติดตั้งและทำให้ระยะเวลาในการส่งข้อมูล รวดเร็วยิ่งขึ้น
     -   เทคโนโลยีที่สร้างขึ้นมาเพื่อการใช้ Mobile Internet ด้วยความสะดวกยิ่งขึ้น ทำให้ท่านสามารถทำธุรกรรมต่างๆ ได้อย่างสะดวก และง่ายดาย ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่
     -   นวัตกรรมใหม่ที่ทำให้การส่งข้อมูลมีประสิทธิภาพด้วยความเร็วจากเดิมเพียงแค่ 9.6 Kbps เป็น 40 Kbpsช่วยให้ท่านสามารถเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ต ได้ภายในเวลาอันสั้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่
     -   การส่งข้อมูลแบบใหม่ในรูปแบบของมัลติมีเดีย ซึ่งจะประกอบไปด้วยรูปภาพที่เป็นกราฟิก เสียงและวิดีโอ เช่นการใช้ Video Conference




4. องค์ประกอบของการสื่อมีอะไรบ้าง

องค์ประกอบของการสื่อสาร
 
องค์ประกอบที่สำคัญของการสื่อสาร มี 4 ประการ ดังนี้
1.  ผู้ส่งสาร (sender) หรือ แหล่งสาร (source) หมายถึง บุคคล กลุ่มบุคคล หรือ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการส่งสาร หรือเป็นแหล่งกำเนิดสาร ที่เป็นผู้เริ่มต้นส่งสารด้วยการแปลสารนั้นให้อยู่ในรูปของสัญลักษณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นแทนความคิด ได้แก่ ภาษาและอากัปกิริยาต่าง ๆ เพื่อสื่อสารความคิด  ความรู้สึก ข่าวสาร ความต้องการและวัตถุประสงค์ของตนไปยังผู้รับสารด้วยวิธีการใด ๆ หรือส่งผ่านช่องทางใดก็ตาม   จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม    เช่น  ผู้พูด  ผู้เขียน  กวี  ศิลปิน นักจัดรายการวิทยุ  โฆษกรัฐบาล  องค์การ  สถาบัน  สถานีวิทยุกระจายเสียง  สถานีวิทยุโทรทัศน์   กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์  หน่วยงานของรัฐ  บริษัท  สถาบันสื่อมวลชน  เป็นต้น

คุณสมบัติของผู้ส่งสาร


1.  เป็นผู้ที่มีเจตนาแน่ชัดที่จะให้ผู้อื่นรับรู้จุดประสงค์ของตนในการส่งสาร แสดงความคิดเห็น หรือวิจารณ์ ฯลฯ

2.  เป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาของสารที่ต้องการจะสื่อออกไปเป็นอย่างดี          

3.  เป็นผู้ที่มีบุคลิกลักษณะที่ดี มีความน่าเชื่อถือ แคล่วคล่องเปิดเผยจริงใจ และมีความรับผิดชอบ  ในฐานะเป็นผู้ส่งสาร

4.  เป็นผู้ที่สามารถเข้าใจความพร้อมและความสามารถในการรับสารของผู้รับสาร

5.  เป็นผู้รู้จักเลือกใช้กลวิธีที่เหมาะสมในการส่งสารหรือนำเสนอสาร 

2.  สาร (message) หมายถึง  เรื่องราวที่มีความหมาย หรือสิ่งต่าง ๆ ที่อาจอยู่ในรูปของข้อมูล ความรู้ ความคิด ความต้องการ อารมณ์ ฯลฯ   ซึ่งถ่ายทอดจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสารให้ได้รับรู้ และแสดงออกมาโดยอาศัยภาษาหรือสัญลักษณ์ใด ๆ  ที่สามารถทำให้เกิดการรับรู้ร่วมกันได้  เช่น  ข้อความที่พูด   ข้อความที่เขียน   บทเพลงที่ร้อง  รูปที่วาด  เรื่องราวที่อ่าน  ท่าทางที่สื่อความหมาย  เป็นต้น

2.1  รหัสสาร
 (message code)ได้แก่ ภาษา สัญลักษณ์ หรือสัญญาณที่มนุษย์ใช้เพื่อแสดงออกแทนความรู้ ความคิด อารมณ์ หรือความรู้สึกต่าง ๆ 

2.2  เนื้อหาของสาร
  (message content) หมายถึง บรรดาความรู้ ความคิดและประสบการณ์ที่ผู้ส่งสารต้องการจะถ่ายทอดเพื่อการรับรู้ร่วมกัน แลกเปลี่ยนเพื่อความเข้าใจร่วมกันหรือโต้ตอบกัน

2.3  การจัดสาร
 (message treatment) หมายถึง การรวบรวมเนื้อหาของสาร แล้วนำมาเรียบเรียงให้เป็นไปอย่างมีระบบ   เพื่อให้ได้ใจความตามเนื้อหา ที่ต้องการด้วยการเลือก ใช้รหัสสารที่เหมาะสม

3.  สื่อ หรือช่องทาง (media or channel) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการสื่อสาร  หมายถึง  สิ่งที่เป็นพาหนะของสาร  ทำหน้าที่นำสารจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร   ผู้ส่งสารต้องอาศัยสื่อหรือช่องทางทำหน้าที่นำสารไปสู่ผู้รับสาร   
การแบ่งประเภทของสื่อมีหลากหลายต่างกันออกไป  ดังนี้
(สถาบันราชภัฏสวนดุสิต, 2542: 6 )
เกณฑ์การแบ่ง
ประเภทของสื่อ
ตัวอย่าง
1.  แบ่งตามวิธีการเข้า  และถอดรหัส
สื่อวัจนะ (verbal)
สื่ออวัจนะ (nonverbal)
คำพูด ตัวเลข
สีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง
หนังสือพิมพ์ รูปภาพ
2.  แบ่งตามประสาทการรับรู้
สื่อที่รับรู้ด้วยการเห็น
สื่อที่รับรู้ด้วยการฟัง
สื่อที่รู้ด้วยการเห็นและการฟัง
นิตยสาร
เทป วิทยุ
โทรทัศน์ ภาพยนตร์
วีดิทัศน์
3.  แบ่งตามระดับการสื่อสาร หรือจำนวนผู้รับสาร
สื่อระหว่างบุคคล
สื่อในกลุ่ม
สื่อสารมวลชน
โทรศัพท์ จดหมาย
ไมโครโฟน
โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์
4.  แบ่งตามยุคสมัย
สื่อดั้งเดิม
สื่อร่วมสมัย
สื่ออนาคต
เสียงกลอง ควันไฟ
โทรศัพท์ โทรทัศน์ เคเบิล
วีดิโอเทกซ์
5.  แบ่งตามลักษณะของสื่อ
สื่อธรรมชาติ
สื่อมนุษย์หรือสื่อบุคคล
สื่อสิ่งพิมพ์
สื่ออิเล็กทรอนิกส์
สื่อระคน
อากาศ แสง เสียง
คนส่งของ ไปรษณีย์ โฆษก
หนังสือ นิตยสาร ใบปลิว
วิทยุ วีดิทัศน์
ศิลาจารึก สื่อพื้นบ้าน
หนังสือ ใบข่อย 
6.  แบ่งตามการใช้งาน
สื่อสำหรับงานทั่วไป
สื่อเฉพาะกิจ
จดหมายเวียน โทรศัพท์
วารสาร จุดสาร วีดิทัศน์
7.  แบ่งตามการมีส่วนร่วม
ของผู้รับสาร
สื่อร้อน
สื่อเย็น
การพูด
การอ่าน

4.  ผู้รับสาร (receiver)  หมายถึง บุคคล กลุ่มบุคคล หรือมวลชนที่รับเรื่องราวข่าวสาร
จากผู้ส่งสาร   และแสดงปฏิกิริยาตอบกลับ (Feedback) ต่อผู้ส่งสาร  หรือส่งสารต่อไปถึงผู้รับสารคนอื่น ๆ ตามจุดมุ่งหมายของผู้ส่งสาร   เช่น   ผู้เข้าร่วมประชุม   ผู้ฟังรายการวิทยุ   กลุ่มผู้ฟังการอภิปราย  ผู้อ่านบทความจากหนังสือพิมพ์  เป็นต้น
 







5. การสื่อสารกับการเรียนกาสอน



การสื่อสารกับการเรียนการสอน

ระบบการสื่อสาร (Communication System)
       การติดต่อสื่อสารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ หรือมนุษย์กับเครื่องจักร มีการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนข้อมูลกันและกัน การสื่อสารเป็นขบวนการวัฏจักร
โครงสร้างของระบบประกอบด้วย
        1. ทรัพยากร    (In put)  
        2. ขบวนการ    (Process)                    
        3. ผลที่ได้รับ ( Out put)
        4. ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) 
การสื่อสารกับการเรียนการสอน
       พัฒนาการการเรียนการสอนในปัจจุบัน มุ่งยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child Center) ตาม พ.ร.บ.การศึกษา 2540 ให้ความสำคัญกับผู้เรียนมากขึ้น ผู้สอนจะต้องมีความรอบรู้มากกว่า เนื้อหาสาระของวิชาที่จะสอน และต้องมีความสนใจเกี่ยวกับตัวผู้เรียนแต่ละคนมากขึ้น ทั้งพฤติกรรมและความประพฤติของผู้เรียน ตลอดจนความสนใจ ความสามารถของแต่ละบุคคล ผู้สอนจะต้องนำความรู้ความเข้าใจต่างๆเหล่านี้ มารวบรวมวิเคราะห์และประยุกต์เพื่อใช้ประกอบการสอน
การเรียนรู้กับการเรียนการสอน       1. การเรียนรู้ (Learning) การเรียนรู้โดยทั่วไป หมายถึง ความสัมพันธ์ต่างๆ จนถึงขั้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือมีความสามารถในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรืออาจหมายถึงกระบวนการที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้โดยทั่วไปมักเน้นผลที่เกิดจากการกระทำ

       2. การสอน (Instruction) หมายถึง การจัดประสบการณ์หรือสถานการณ์ต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนการให้การศึกษาและการฝึกอบรมโดยทั่วไป ถือว่าเป็นหน้าที่ของครูสื่อสาร และวิธีสอน
              1. สื่อ ( Medium หรือ Media) สื่อเป็นช่องทางของการสื่อสาร (Communication) มาจากรากศัพท์ภาษาลาติน หมายถึง ระหว่าง (Between) หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่เป็นพาหะนำความรู้หรือสารสนเทศ(Information) ระหว่างผู้สื่อกับผู้รับเพื่ออำนวยความสะดวกในการสื่อสาร ตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์ วิทยุ โทรทัศน์ รูปภาพ สิ่งพิมพ์ คอมพิวเตอร์ ผู้สอนและอื่นๆ ซึ่งเมื่อใช้สิ่งเหล่านี้นำสารเพื่อการเรียนการสอน เราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า สื่อการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอน (Instructional Media) สื่ออาจมีหลายรูปแบบ
หรือหลายลักษณะ (Format) แม้แต่สื่อประเภทเดียวกัน ก็อาจมีรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น ภาพยนตร์ มีทั้งขนาด 8 16 และ 35 มิลลิเมตร
เทปคาสเสทก็เป็นสื่ออีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นสื่อเกี่ยวกับเสียง และสิ่งพิมพ์ เป็นสื่อในรูปแบบของภาษา (Verbal) เป็นต้น วัสดุ (Material s )
 หมายถึงสิ่งต่างๆ ที่เป็นชิ้นหรือเป็นอัน เมื่อนำมาใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน อาจเรียกว่า วัสดุการสอนหรือวัสดุการเรียนการสอน โสตทัศนวัสดุ
(Audio visual Material s ) หมายถึง วัสดุ อุปกรณ์และกิจกรรมต่างๆ (หรือประสบการณ์ทางการศึกษา) ทั้งหลายที่จัดขึ้นมา เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านทางประสาทสัมผัส
 
   สรุปได้ว่า สื่อการเรียนการสอน หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่ครูและผู้เรียนนำมาใช้ในระบบการเรียนการสอน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ตามจุดประสงค์การเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

              2. สาร (Messages) ในกิจกรรมการเรียนการสอนใดๆ ก็ตาม ย่อมมีสาร หรือเนื้อหาสาระในการสื่อสารการสอน ซึ่งสารดังกล่าวอาจจะเป็นเนื้อหาวิชา แนวทางการศึกษาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีที่สุด คำถามเกี่ยวเรื่องที่ศึกษาคำตอบ หรือคำอธิบายรวมทั้งข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดีและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับสารก็คือ สื่อจะเป็นพาหะนำสาร

          ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของครูหรือผู้สอนที่จะต้องเลือกสรรสื่อที่ดี ถูกต้องเหมาะสม สามารถนำสารสู่ผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

             3. วิธีสอน วิธีสอน (Instructional Methods) โดยทั่วไป มักอธิบายในลักษณะของการนำเสนอแบบต่างๆ (Presentation Forms)
 เช่น การบรรยาย และการอภิปราย เป็นต้น วิธีสอนกับสื่อการสอนไม่เหมือนกัน วิธีสอนเป็นลักษณะของกระบวนการที่ใช้ในการสอน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนบรรลุจุดประสงค์การเรียน หรือเนื้อหาสาระในการเรียน ส่วนสื่อเป็นเพียงพาหะนำสารหรือเนื้อหาความรู้ (Information) ระหว่างผู้สื่อกับผู้รับ
       การสื่อสารการสอนการสอน เป็นการจัดสภาพแวดล้อมและเนื้อหาความรู้ (Information) เพื่อเกื้อหนุนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ การส่งผ่านความรู้จากผู้สอนไปยังผู้เรียนเป็นการสื่อสาร จากหลักการสื่อสารจะเห็นว่าการสื่อสารกับการเรียนการสอนมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก จนกล่าวได้ว่าการเรียนการสอนเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง

  1. องค์ประกอบของการสื่อสาร ประกอบด้วย

          1) ผู้สื่อ (Source, Sender หรือ Encoder)

          2) ผู้รับ (Receiver หรือ Decoder) และ

          3) สาร (Messages)
2. กระบวนการสื่อสาร (Communication Process) 

          กระบวนการสื่อสารอาจอธิบายได้หลายรูปแบบ (Models) รูปแบบที่นิยมและเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย คือ SM CR Model

3. ปัญหาการสื่อสาร 

          ปัญหาการสื่อสารส่วนใหญ่เป็นปัญหาด้านจิตวิทยา เช่น ปัญหาเกี่ยว กับผู้รับไม่สนใจ ไม่ยอมรับรู้ ผู้สื่อสารชอบใช้ภาษาพูด (Verbal ism)

ส่วนปัญหาด้านกายภาพ เช่น ความไม่สะดวก และความห่างไกลจากแหล่งความรู้ก็มีอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งในกระบวนการสื่อสารถ้านำสื่อต่างๆ เข้ามาใช้ก็จะสามารถลดปัญหาต่างๆ ดังกล่าวได้

ขั้นตอนของการออกแบบระบบการเรียนการสอน  เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ขั้นตอนใหญ่ๆ ดังนี้
       1. กำหนดเนื้อหาและจุดมุ่งหมาย (GOALS)
       2. การทดสอบก่อนการเรียน  (Pre Test)
       3. ออกแบบกิจกรรมและวิธีการสอน (Activities)
       4. การทดสอบหลังการเรียน  (Post Test)
          4.1 วัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเป็นรายบุคคล
          4.2 วัดความสำเร็จของหลักสูตรหรือระบบการเรียนการสอน


วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557

วิดีโอทักษะกีฬา

เว็ปไซต์สำหรับเรียน

www.pooksap.blogspot.com

ตัวอย่าง การเขียนบทโทรทัศน์   
เรื่อง  100ปี ปักธงชัย จากอดีตสู่.....ปัจจุบัน


ลำดับ
เวลา
ภาพ
ลักษณะภาพ
คำบรรยาย
ภาพ
ดนตรี / เสียงประกอบ
1
10วินาที
ภาพของดีปักธงชัยตามคำขวัญอำเภอปักธงชัย
LS
CU
100ปี       ปักธงชัย จากอดีตสู่.....ปัจจุบัน
ไตเติ้ล
2
1.35
นาที
ภาพแหล่งโบราณคดีของอำเภอปักธงชัย
LS
MS
CU
ประวัติอำเภอ     ปักธงชัย
ผู้บรรยาย อำเภอปักธงชัยเดิมเป็นเมืองเก่ามานาน ตามแผนที่ยุทธศาสตร์สมัยกรุงศรีอยุธยาปรากฏว่ามีชื่อเมืองปัก ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองโคราช บริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่ของพวกขอม มอญ และละว้า ได้สร้างโบราณสถานไว้มากมาย เช่น ปรางค์บึงคำ ปรางค์จำปาทอง ปรางค์หนองหอยแสดงว่า เมืองปักสมัยนั้นมีความเจริญรุ่งเรือง และอยู่ในความปกครองของเมืองโคราช มีฐานะเป็นหัวเมืองชั้นตรี






ลำดับ
เวลา
ภาพ
ลักษณะภาพ
คำบรรยาย
ภาพ
ดนตรี / เสียงประกอบ
3
2
นาที
ภาพสมัยกรุงธนบุรี
LS
MS
CU
สมัยกรุงธนบุรี
ผู้บรรยาย พ.ศ. 2321 เจ้านครเวียงจันทน์ได้ยกกำลังเข้ามารุกล้ำ เขตแดนราชอาณาจักรไทย เจ้าพระยานครราชสีมาเป็นกองหน้ารุกเข้าตีกองทัพเพี้ยอุปราชาแห่งนครเวียงจันทน์จนมีชัยชนะ จึงได้กวาดต้อนเชลยโดยเฉพาะเพี้ยอุปราชาและครอบครัวได้ให้ไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ด่านกะโปะ
4
3
นาที
 ภาพสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
LS
MS
CU
สมัยกรุงรัตน
โกสินทร์
ผู้บรรยาย ขุนแพ่งแห่งเมืองปักธงไชยซึ่งถูกกวาดต้อนมาจากเวียงจันทน์ ได้รับแต่งตั้งเป็นหลวงเพชรสงคราม รวมสมัครพรรคพวกในนครราชสีมา ในปี พ.ศ. 2369 พระยาไกรสงคราม เป็นเจ้าเมืองขุขันธ์ กับน้องชายเกิดวิวาทและรบพุ่งกัน จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยานครราชสีมายกทัพไปเมืองขุขันธ์ สามารถเข้ายึดเวียงจันทน์ได้ เจ้าพระยานครราชสีมาจึงพาครอบครัวชาวปักธงไชยที่ถูกคุมขังไว้ คืนมาไว้ที่เมืองปักธงไชยตามเดิม


ลำดับ
เวลา
ภาพ  
ลักษณะภาพ
คำบรรยาย
ภาพ
ดนตรี / เสียงประกอบ
5
1
นาที
ภาพสภาพ  ทางภูมิศาสตร์ของอำเภอปักธงชัย

MS
CU
ที่ตั้งของอำเภอ        ปักธงชัย
ผู้บรรยาย ปักธงชัยเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมา ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดนครราชสีมา ห่างจากศาลากลางจังหวัดนครราชสีมาประมาณ 35 กิโลเมตร ที่ตั้งที่ว่าการอำเภอ
ปักธงชัยอยู่ติดกับถนนสืบศิริ
6
30
วินาที
การลักษณะภูมิประเทศ
MS
CU
ลักษณะ     ภูมิประเทศ
ผู้บรรยาย อำเภอปักธงชัยมีพื้นที่ทั้งหมด  2,461  ตารางกิโลเมตร เป็นที่ทำการเกษตรประมาณ 890.929 ไร่ ที่ป่าประมาณ 1,538.80 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ตอนกลางเป็นที่นาที่สวนรอบ ๆ นอกโดยเฉพาะทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นป่าและภูเขา ลักษณะดินเป็นดินร่วนปนทราย พื้นที่ลาดเอียงจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก







ลำดับ
เวลา
ภาพ
ลักษณะภาพ
คำบรรยาย
ภาพ
ดนตรี / เสียงประกอบ
7
30
 วินาที
ภาพพิธีกรหญิงและวิทยากร
MS
CU
คำขวัญอำเภอปักธงชัย :ภูมิปัญญาท้องถิ่น
พิธีกร  จากที่รู้กันว่าอำเภอ   ปักธงชัยมีประวัติที่ยาวนานก็จะต้องมีของดีที่มากมายอะไรบ้างค่ะ
วิทยากร  :  “ ลำพระเพลิงน้ำใส ผ้าไหมเนื้องาม ข้าวหลาม      นกออก ถั่วงอกวังหมี หมี่ตะคุ ครับ และในวันนี้ผมจะพาไปชมวิธีการทำผ้าไหม เชิญครับ
8
5
นาที
ภาพวิทยากรและขั้นตอนการทำผ้าไหม
MU
CU
ECU
ขั้นตอนการทำผ้าไหม
ดนตรีบรรเลง.......
วิทยากร  สาธิตและอธิบายขั้นตอนการทำผ้าไหม
9
30
วินาที
ภาพพิธีกรหญิงและวิทยากร
LS
MU
CU

อุตสาหกรรมไหมไทย
พิธีกรหญิง : “ในปัจจุบันอุตสาหกรรมผ้าไหมเป็นอย่างไรบ้างค่ะ
วิทยากร :……………………...
10
30
วินาที
ภาพพิธีกรหญิงและวิทยากร
LS
MU
CU

แนวโน้มของอุตสาหกรรมไหมไทย
พิธีกรหญิง : “อยากให้วิทยากรช่วยรณรงค์ใช้ผ้าไหมเพื่อให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นค่ะ
วิทยากร :……………………...
11
5
วินาที


ตัวอักษร ขอขอบคุณ...

12
5
วินาที


ที่ปรึกษา
..............

13
5
วินาที


ทีมงาน
………..

ที่มา : krupaul.files.wordpress.com/2011/11/script15mintute.do

ECU
MS
Fade in
Color Bar
E.C.U.
Zoom in
Zoom out
Pan
Dolly
Cut
Wipe
Sound Effect